Homeข่าวสดทันเวลาเรื่องพิสดารของแพลทเนอร์ – เอช. จี. เวลส์

เรื่องพิสดารของแพลทเนอร์ – เอช. จี. เวลส์

เรื่องราวของกอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์เชื่อถือได้หรือไม่นั้น เป็นคำถามสำคัญที่มีต่อน้ำหนักของพยานหลักฐาน ในแง่มุมหนึ่งเรามีพยานเจ็ดราย แต่ถ้าจะระบุให้แน่นอนลงไปก็คือ มีตาที่เห็นเหตุการณ์นี้หกคู่กับอีกหนึ่งข้าง และข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อีกหนึ่งข้อ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งเรามี เขาเรียกว่าอะไรล่ะ อคติ สามัญสำนึก แรงเฉื่อยของความคิดเห็น ไม่เคยมีประจักษ์พยานใดที่ซื่อสัตย์ยิ่งกว่าพยานทั้งเจ็ดนั้น ไม่เคยมีข้อเท็จจริงใดที่ปฏิเสธไม่ได้ยิ่งกว่าการกลับตาลปัตรของโครงสร้างทางกายวิภาคของกอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์ และไม่เคยมีเรื่องราวใดที่ประหลาดยิ่งกว่าเรื่องที่พวกเขาบอกเล่า ส่วนที่พิสดารที่สุดก็คือเรื่องราวซึ่งออกจากปากกอตต์ฟรีด์เอง (เพราะข้าพเจ้านับเขาเป็นหนึ่งในสักขีพยานทั้งเจ็ดนั้น) สวรรค์ห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าถูกชักนำโดยใจที่รักความยุติธรรมให้ไปสนับสนุนความเชื่อเรื่องผีสางเข้า เพราะจะทำให้ข้าพเจ้าต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนกับผู้สนับสนุนยูเซเปีย คนทรงเจ้าเข้าผี ด้วยความสัตย์จริงข้าพเจ้าเชื่อว่าเรื่องของกอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์มีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ความไม่ชอบมาพากลนั้นคืออะไร ข้าพเจ้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่รู้ ข้าพเจ้าประหลาดใจในหลักฐานตามเรื่องราวนี้ทั้งในส่วนที่คาดไม่ถึงและส่วนที่มีหลักฐานยืนยัน ทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้อ่าน ในความคิดของข้าพเจ้า คือ ข้าพเจ้าก็เล่าไปโดยไม่ต้องใส่ข้อคิดเห็นใดๆ
กอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด แม้ว่าชื่อจะไม่ค่อยเหมือนคนอังกฤษนัก พ่อของเขาเป็นชาวอัลซาเทียนที่มาตั้งรกรากในประเทศอังกฤษในช่วงปี 1860 – 1870 ได้แต่งงานกับหญิงชาวอังกฤษดั้งเดิมแท้ๆ ที่แสนจะเรียบร้อย และเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1887 หลังจากที่ใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์และอยู่อย่างสมถะ (ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า พ่อของเขาคงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับงานปูพื้นปาร์เก้) ตอนนี้กอตต์ฟรีด์อายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว เขาได้รับมรดกอันล้ำค่าคือความสามารถทางภาษาถึงสามภาษา เขาจึงเป็นอาจารย์สอนภาษาสมัยใหม่ในโรงเรียนเอกชนเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ มองอย่างผิวเผินแล้วเขาก็เหมือนๆ กับอาจารย์สอนภาษาสมัยใหม่ในโรงเรียนเอกชนเล็กๆ ทั่วไป เครื่องแต่งกายของเขาไม่ได้เลิศหรูดูแพงหรือตามสมัยนิยม แต่ก็ไม่ได้ซอมซ่อหรือโกโรโกโส หน้าตา ความสูงและน้ำหนักของเขาก็ไม่ได้เด่นสะดุดตา บางทีคุณอาจจะสังเกตเห็นเหมือนคนส่วนใหญ่ว่าใบหน้าของเขาไม่ค่อยได้สัดส่วนสมดุลนัก ตาข้างขวาโตกว่าข้างซ้ายเล็กน้อย และกรามของเขาก็ดูจะเบี้ยวๆ เอียงทางขวาเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตดีๆ เวลาเขาเปิดหน้าอกให้คุณฟังเสียงหัวใจเต้น คุณอาจจะพบว่าไม่เห็นมีอะไรแตกต่างจากคนอื่นๆ ประเด็นนี้อาจทำให้คุณและผู้ชำนาญการแตกคอกันได้ ในขณะที่คุณพบว่าหัวใจของเขาก็ปกติดี แต่ผู้ชำนาญการอาจจะเห็นตรงกันข้าม และเมื่อเขาชี้ให้คุณเข้าใจคุณก็จะสำเหนียกว่าความผิดปกตินั้นสังเกตได้ง่ายนิดเดียว นั่นคือ หัวใจของกอตต์ฟรีด์เต้นตุบๆ อยู่หน้าอกด้านขวา
เอาล่ะ ความผิดปกติทางโครงสร้างของกอตต์ฟรีด์ไม่ได้มีเพียงประการเดียวแค่นั้น แม้ว่ามันคือสิ่งเดียวที่สามารถดึงความสนใจจากคนทั่วไปได้ก็ตาม การตรวจสอบตำแหน่งอวัยวะภายในของกอตต์ฟรีด์อย่างระมัดระวังโดยศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียงชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าอวัยวะที่ไม่สมดุลอื่นๆ ล้วนอยู่ผิดที่ผิดทางในทำนองเดียวกันทั้งหมด ตับพูขวาอยู่ด้านซ้าย ตับพูซ้ายอยู่ด้านขวา เช่นเดียวกับปอดของเขาที่อยู่สลับข้างเช่นกัน ถ้ากอตต์ฟรีด์ไม่ใช่นักเล่นละครตบตาชั้นเยี่ยมแล้วละก็ ยังมีสิ่งที่พิลึกพิลั่นยิ่งกว่านั้น คือการที่เราจำต้องเชื่อว่ามือข้างขวาของเขาตอนนี้ได้กลายเป็นมือข้างซ้ายไปเสียแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ (อย่างยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้) กอตต์ฟรีด์ก็ประสบความยากลำบากในการเขียนหนังสือ ยกเว้นเขียนจากขวาไปซ้ายด้วยมือข้างซ้าย เขาไม่สามารถขว้างปาสิ่งของด้วยมือข้างขวาได้ เขาจะงุนงงจับมีดจับส้อมไม่ถูกเวลาทานอาหาร และเนื่องจากกอตต์ฟรีด์เป็นนักปั่นจักรยาน ความเข้าใจเรื่องกฏจราจรของเขาก็สับสนจนน่ากลัวอันตราย อีกทั้งไม่มีหลักฐานใดๆ แม้แต่น้อยที่แสดงว่ากอตต์ฟรีด์เคยเป็นคนถนัดซ้ายมาก่อนเหตุการณ์นั้น ยังมีข้อเท็จจริงอันน่าพิศวงอีกประการหนึ่งในเรื่องของกอตต์ฟรีด์ เขาได้นำภาพถ่ายของตัวเองออกมาให้ดูสามภาพ คุณได้เห็นภาพของเขาเมื่ออายุราวๆ ห้าหรือหกขวบ สวมชุดยาว กำลังยันขาอ้วนๆ ทั้งสองข้างเข้าใส่กล้องและทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ในภาพนั้นตาข้างซ้ายของเขาโตกว่าตาข้างขวาเล็กน้อย และขากรรไกรด้านซ้ายดูใหญ่กว่าอีกข้างเล็กน้อย ทุกอย่างกลับด้านกับสภาวะปัจจุบันของเขา ส่วนภาพกอตต์ฟรีด์เมื่ออายุสิบสี่ดูจะตรงกันข้ามกับภาพแรก แต่มันเป็นเพราะว่าเขาใช้ลูกเล่นพื้นๆ ที่กำลังนิยมกันในสมัยนั้น นั่นคือการถ่ายภาพจากเงาสะท้อนบนโลหะซึ่งจะกลับด้านทุกอย่างในทำนองเดียวกับกระจกเงา ภาพที่สามถ่ายเมื่อเขาอายุยี่สิบเอ็ดปีซึ่งช่วยยืนยันข้อมูลของภาพอื่นๆ คราวนี้ดูเหมือนจะเป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดในการยืนยันว่าร่างกายของกอตต์ฟรีด์ได้เปลี่ยนด้านซ้ายให้เป็นด้านขวา แต่คนเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ขนาดนั้น เว้นแต่จะเป็นเรื่องปาฏิหาริย์มหัศจรรย์พันลึก มันยากเกินจะบอกได้จริงๆ
ในทางหนึ่ง ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจจะอธิบายได้จากการคาดคะเนว่าแพลตต์เนอร์ได้สร้างเรื่องลึกลับน่างุนงงที่แนบเนียนขึ้นมาโดยอาศัยเรื่องที่หัวใจเขาอยู่ผิดด้าน ภาพถ่ายอาจจะถูกปลอมแปลงขึ้น และการถนัดซ้ายก็อาจจะเป็นการแสดงเลียนแบบ แต่ลักษณะนิสัยของเขามิได้เป็นใจกับทฤษฎีนั้นเลย เขาเป็นคนเงียบๆ ทำมากกว่าพูด สงบเสงี่ยม และมีสุขภาพจิตสมประกอบดีเมื่อพิจารณาตามหลักนอร์เดา  เขาชอบดื่มเบียร์ และสูบบุหรี่พอสมควร เขาเดินออกกำลังทุกวัน และให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานสอนของเขามาก เขามีเสียงร้องในโทนสูงที่ไพเราะแต่ขาดการฝึกฝน และเขาชอบหาความสำราญจากการร้องเพลงตามประสาคนอารมณ์ดี เขาชอบอ่านหนังสือแต่ก็ไม่ได้ชอบมากเกินปกติชน ส่วนใหญ่จะอ่านนวนิยายที่มีเนื้อหาส่งเสริมศรัทธาและชวนเบิกบานใจ เขานอนหลับสนิทดีและไม่ค่อยฝันสักเท่าไหร่ ความจริงเขาจะเป็นคนสุดท้ายเลยทีเดียวที่จะกุเรื่องโกหกมาหลอกคน และแทนที่จะผลักดันเรื่องราวนี้ให้โลกรับรู้ เขากลับสงวนปากคำอย่างน่าแปลกใจ เขาพบปะผู้สอบถามด้วยท่าทีน่าเอ็นดู ความเขินอายของเขาทำให้คนหายคลางแคลงใจ กอตต์ฟรีด์ดูท่าทางอับอายจริงๆ ที่มีเรื่องประหลาดผิดธรรมดาเกิดขึ้นกับเขา
น่าเสียใจที่แพลตต์เนอร์รังเกียจความคิดเรื่องการผ่าศพ จึงทำให้การพิสูจน์ว่าอวัยวะของเขามีการการกลับซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้ายนั้นต้องเลื่อนออกไป อาจจะตราบชั่วกาลนาน เพราะข้อขัดข้องนี้เองทำให้ความน่าเชื่อถือในเรื่องราวของเขาต้องยืดเยื้อต่อไป ไม่มีทางที่เราจะจับคนมาหมุนๆ ในห้วงมิติ ห้วงมิติอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจนั่นแหละ แล้วส่งผลให้เกิดการสลับข้างขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไรก็ตาม ข้างขวาของเขาก็ยังเป็นข้างขวา ข้างซ้ายของเขาก็ยังเป็นข้างซ้ายอยู่ดี คุณจะสามารถกลับข้างวัตถุได้เฉพาะสิ่งที่แบนและบางจริงๆ เท่านั้น ลองนึกภาพดูว่าเวลาคุณตัดกระดาษเป็นรูปร่างอะไรก็ตามที่มีข้างซ้ายข้างขวา คุณก็สามารถเปลี่ยนด้านของมันง่ายๆ โดยการยกมันขึ้นและคว่ำมันลง แต่สำหรับวัตถุทึบตันมันต่างกัน นักทฤษฎีทางคณิตศาสตร์บอกเราว่าวิธีเดียวที่จะกลับด้านวัตถุทึบตันได้ก็คือต้องเอาวัตถุนั้นออกไปนอกห้วงมิติ อย่างที่เรารู้กันนั่นแหละว่าหมายถึงเอาออกไปให้พ้นจากสภาพเดิมที่เป็นอยู่ตามปกติ แล้วจับมันหมุนกลับข้างที่นอกห้วงมิตินั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยาก แต่คนที่มีความรู้ด้านทฤษฎีคณิตศาสตร์จะรับรองความถูกต้องของมันได้ อธิบายด้วยภาษาเฉพาะทางได้ว่า การกลับซ้ายเป็นขวาของแพลตต์เนอร์นั้นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาได้หลุดออกไปจากห้วงมิติของเราเข้าไปในห้วงซึ่งเรียกว่ามิติที่สี่ แล้วเขาจึงกลับมายังโลกปัจจุบันของเราอีกครั้ง นอกเสียจากจะคิดว่าเราเป็นเหยื่อถูกหลอกให้เชื่อเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาอย่างแนบเนียนโดยไม่มีแรงจูงใจ เราเองก็เกือบเชื่อว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นจริง
ข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดก็กล่าวมามากเหลือเกินแล้ว เรามาว่าถึงเรื่องปรากฎการณ์ที่เกี่ยวโยงกับการหายตัวไปชั่วคราวของเขาจากโลกปัจจุบันกัน ปรากฏว่าในโรงเรียนเอกชนซัสเซ็กส์วิลล์นั้น แพลตต์เนอร์ไม่ได้เป็นแค่อาจารย์สอนภาษาสมัยใหม่เท่านั้น เขายังสอนวิชาเคมี ภูมิศาสตร์ธุรกิจ การทำบัญชี ชวเลข วาดเขียน และวิชาอื่นๆ ตามที่บรรดาผู้ปกครองของนักเรียนมุ่งหวัง เขามีความรู้เกี่ยวกับวิชาต่างๆ เหล่านี้น้อยมากจนถึงไม่รู้อะไรเลย แต่การสอนชั้นมัธยมต้นนั้น ความรู้ไม่สำคัญเท่าการมีศีลธรรมอันดีและความเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งจะต่างกับการสอนในชั้นประถม แพลตต์เนอร์ไม่ถนัดวิชาเคมีอย่างยิ่ง เขาบอกว่าตนไม่รู้อะไรนอกเหนือไปจากแก๊สสามตัว (ไม่ว่าแก๊สสามตัวนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม) แต่เนื่องจากนักเรียนของเขาเริ่มต้นที่ไม่รู้อะไรเลย และรับข้อมูลทั้งหมดมาจากเขา จึงทำให้เขา (หรือใครก็ตาม) ไม่ประสบปัญหายุ่งยากอะไรมากนอกจากความลำบากเล็กๆ น้อยๆ อยู่เป็นเวลาหลายเทอม และแล้วก็มีเด็กชายตัวน้อยชื่อวิบเบิลเข้ามาเรียนใหม่ พ่อหนูได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีนิสัยช่างถาม(คล้ายว่า) จากญาติตัวแสบคนหนึ่ง เด็กชายติดตามบทเรียนของแพลตต์เนอร์อย่างตั้งอกตั้งใจ และเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาคลั่งไคล้วิชาเคมีจึงนำสารต่างๆ มาให้แพลตต์เนอร์ทำการวิเคราะห์อยู่หลายครั้ง ด้วยความปลาบปลื้มที่เห็นพลังของตนในการกระตุ้นความสนใจของเด็กๆ และด้วยความไว้วางใจในความไม่รู้ของเด็กชาย แพลตต์เนอร์จึงลงมือดำเนินการวิเคราะห์สารพวกนั้น และถึงกับมีการบรรยายทั่วไปในเรื่องส่วนประกอบของการทดลอง จริงๆ แล้ว เขาถูกนักเรียนคนนี้กระตุ้นให้ลงมือทำการทดลองเกี่ยวกับเคมีวิเคราะห์และศึกษามันในระหว่างที่เขาเตรียมการสอนตอนเย็น เขาประหลาดใจที่พบว่าวิชาเคมีเป็นวิชาที่น่าสนใจไม่น้อย
ถึงตอนนี้เรื่องก็ไม่ได้น่าสนใจอะไร แต่ประเดี๋ยวผงสีเขียวๆ จะโผล่เข้ามาในฉากล่ะ โชคไม่ดีที่ไม่รู้ว่าผงสีเขียวนั้นมาจากไหน เด็กชายวิบเบิลเล่าเรื่องวกไปวนมาว่าพบมันนอนแอ้งแม้งอยู่ในห่อเล็กๆ ที่ในเตาเผาปูนขาวร้างใกล้ทุ่งหญ้า จะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับแพลตต์เนอร์ และอาจจะรวมถึงครอบครัวของเด็กชายวิบเบิลด้วย ถ้าจุดไม้ขีดทดลองเผาผงสีเขียวกันที่นั่นวันนั้น สุภาพบุรุษน้อยไม่ได้นำมันมาโรงเรียนทั้งที่อยู่ในห่อแบบนั้นแน่ แต่ใส่มาในขวดยาขนาดแปดออนซ์แบบมีขีดวัดที่พบเห็นกันทั่วไปแล้วอุดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เคี้ยวไว้เป็นก้อน เขานำมันมาให้แพลตต์เนอร์หลังเลิกเรียนตอนบ่าย มีเด็กชายสี่คนถูกกักตัวไว้หลังสวดมนต์เพื่อทำงานที่ค้างให้เสร็จโดยมีแพลตต์เนอร์ดูแลอยู่ในห้องเรียนเล็กที่ใช้สอนวิชาเคมี เครื่องมือสำหรับการสอนวิชาเคมีในโรงเรียนเอกชนซัสเซ็กส์วิลล์ก็เหมือนกับในโรงเรียนเล็กๆ ส่วนใหญ่ในประเทศนี้คือเป็นของที่จัดว่าพื้นๆ มากๆ เครื่องมือเหล่านั้นเก็บไว้ในตู้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในซอกผนัง มีขนาดบรรจุสักประมาณหีบเดินทางทั่วไปได้ แพลตต์เนอร์ซึ่งเบื่อๆ อยู่กับการคุมเด็กๆ ดูท่าทางยินดีที่วิบเบิลโผล่เข้ามาพร้อมกับผงสีเขียว เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าเต็มใจ เขาจึงเปิดตู้แล้วเริ่มการทดลองเชิงวิเคราะห์ วิบเบิลนั่งลงจับตามองครู โชคดีที่เขานั่งห่างออกมาในระยะปลอดภัย เด็กสี่คนที่ถูกลงโทษแกล้งทำเป็นตั้งใจทำงาน แต่กลับลอบมองด้วยความสนใจ เพราะถึงแม้อยู่ในวงจำกัดของแก๊สสามอย่าง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการทดลองเคมีของแพลตต์เนอร์ก็ยังสะเพร่าเสี่ยงอันตรายอยู่ดี
นักเรียนทุกคนเล่าถึงขั้นตอนการทดลองของแพลตต์เนอร์ตรงกันเป็นเสียงเดียว แพลตต์เนอร์เทผงสีเขียวลงไปในหลอดทดลองเล็กน้อย แล้วทดสอบสารนั้นด้วยน้ำ กรดไฮโดรคลอริก กรดไนตริก และกรดซัลฟูริกตามลำดับ เมื่อไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร เขาเลยเทผงสีเขียวออกมากองเล็กๆ ความจริงก็เกือบครึ่งขวดเลยล่ะ ลงบนแผ่นหินชนวนแล้วลองจุดไฟ มือซ้ายยังถือขวดยาบรรจุผงสีเขียวอยู่ ผงสีเขียวเริ่มเป็นควันและละลาย จากนั้นก็…ระเบิดอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นและมีแสงสว่างจ้า
เด็กผู้ชายทั้งห้าคนเห็นประกายไฟและเตรียมตัวรับมือกับมหันตภัย ทั้งหมดรีบหลบลงไปหมอบใต้โต๊ะ และไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรง หน้าต่างถูกแรงระเบิดอัดปลิวออกไปถึงสนามเด็กเล่น และกระดานดำที่วางบนขาตั้งล้มคว่ำลงมา แผ่นหินชนวนแตกละเอียดเป็นผุยผง ฝ้ายิปซัมจากเพดานร่วงกระจาย นอกนั้นก็ไม่มีอะไรในตึกหรือแม้แต่เครื่องไม้เครื่องมือเสียหาย พวกเด็กๆ ไม่เห็นแพลตต์เนอร์ ตอนแรกจึงคิดกันไปว่าเขาคงล้มลงไปกองอยู่ใต้โต๊ะเลยมองไม่เห็น พวกเขากระโดดออกมาจากที่หลบภัย กะว่าจะไปช่วยครู แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบกับความว่างเปล่า ทั้งที่ยังงงๆ กับเหตุการณ์ร้าย พวกเขาตรงรี่ยังประตูที่เปิดค้างไว้ด้วยคิดว่าแพลตต์เนอร์คงบาดเจ็บและรีบหนีออกไป แต่คาร์สันที่เดินนำหน้าเกือบชนกับอาจารย์ใหญ่ชื่อคุณลิดเกตต์ที่ประตู
คุณลิดเกตต์เป็นคนอ้วนพุงพลุ้ย ขี้ตื่นเต้น และมีตาข้างเดียว เด็กๆ เล่าว่าเขาถลำเข้าไปในห้องและโวยวายด้วยถ้อยคำเลี่ยงคำหยาบจำพวกที่ครูขี้โมโหต้องฝึกใช้ให้คุ้นไว้…ดีกว่าจะให้มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น “เจ้าวายร้ายใบ้เบื้อเอ๊ย” เขาเอ่ยถาม “คุณแพลตต์เนอร์ อยู่ไหนเนี่ย” เด็กๆ คุ้นแล้วกับคำพวกนี้ (“ไม้หลักปักเลน” “ลูกแหง่” และ “ใบ้เบื้อ” ดูเหมือนจะเป็นศัพท์ในหลายๆ คำที่คุณลิดเกตต์ใช้ในโรงเรียน) คุณแพลตต์เนอร์อยู่ไหนเนี่ย ในช่วงสองสามวันนี้เขาคงจะต้องถามซ้ำๆ อย่างนี้ไปอีกหลายครั้ง ราวกับว่าคำพูดเกินจริงเว่อร์ๆ อย่าง “เป่าซะป่นจนเป็นอะตอม” ได้เกิดเป็นจริงขึ้นมากระนั้นแหละ ไม่มีชิ้นส่วนของแพลตต์เนอร์หลงเหลือไว้ให้เห็นเลยสักเท่าขี้เล็บ ไม่เจอแม้เลือดซักหยดหรือเศษเสื้อผ้าสักชิ้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาถูกเป่าหายไปจากความมีตัวตนโดยไม่เหลือซากอะไรทิ้งไว้เลย อย่างที่เขาพูดกันว่าหายหมดแบบไม่หลงเหลือเศษซากนั่นแหละ พยานหลักฐานการหายตัวไปของเขาอันเป็นผลจากการระเบิดนั้นไร้ข้อโต้แย้งโดยสิ้นเชิง
ไม่จำเป็นต้องขยายความเรื่องความชุลมุนวุ่นวายในโรงเรียนเอกชนซัสเซ็กส์วิลล์ ในเมืองนี้และที่อื่นๆ ที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว อันที่จริง ค่อนข้างเป็นไปได้ที่ผู้อ่านบางคนอ่านเรื่องนี้แล้วอาจจะนึกได้ว่าเคยฟังเรื่องตื่นเต้นฉบับเก่าและเลือนรางในระหว่างวันหยุดฤดูร้อนปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าลิดเกตต์พยายามทุกวิถีทางเท่าที่เขาจะทำได้เพื่อจะปิดเรื่องให้เงียบและไม่ให้แพร่งพรายออกไป เขากำหนดบทลงโทษที่มีความยาวยี่สิบห้าบรรทัด หากนักเรียนคนใดเอ่ยชื่อแพลตต์เนอร์ และแถลงในห้องเรียนว่าเขารู้อย่างแจ่มแจ้งว่าผู้ช่วยของเขาอยู่ที่ไหน ลิดเกตต์อธิบายว่า เขากลัวว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดระเบิดขึ้น แม้จะมีมาตรการป้องกันอย่างละเอียดมาลดการทดลองในการสอนเคมีแล้วก็ตาม รวมทั้งการหายตัวไปอย่างลึกลับของแพลตต์เนอร์ จะทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเสียหายได้  เขาทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้เหตุการณ์ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาได้ซักค้านประจักษ์พยานทั้งห้าคนอย่างล้วงลึกละเอียดลออ จนพวกเด็กๆ เริ่มคลางแคลงใจในหลักฐานชัดแจ้งซึ่งได้สัมผัสมาด้วยประสาททั้งห้าของตนเอง แต่ถึงแม้จะพยายามปิดข่าวแล้ว เรื่องราวที่ถูกขยายและบิดเบือนทำให้เป็นเก้าวันแห่งความพิศวงสำหรับคนในพื้นที่ และพ่อแม่ของเด็กหลายคนถอนชื่อลูกๆ ออกจากโรงเรียนด้วยข้ออ้างที่พอฟังได้ มีจุดน่าสังเกตสำหรับเรื่องราวนี้ไม่น้อย คือข้อเท็จจริงที่ว่าคนแถวนั้นหลายคนฝันเห็นแพลตต์เนอร์อย่างแจ่มชัด ในระหว่างช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นก่อนที่เขาจะกลับมา และมันเป็นฝันที่มีรูปแบบเดียวกันอย่างน่าฉงนอีกด้วย คนที่ฝันเห็นแพลตต์เนอร์เกือบทั้งหมด บางครั้งเห็นเขาเดี่ยวๆ บางครั้งก็เห็นอยู่กับกลุ่ม กำลังเตร็ดเตร่ไปมาฝ่าแสงเหลือบวาวสุกใส และในฝันของทุกรายจะเห็นหน้าตาของเขาซีดเซียวเป็นทุกข์ และบางรายก็เห็นเขาทำท่าทางอะไรบางอย่างกับตน มีนักเรียนคนหรือสองคน คงตกอยู่ในฝันร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย คิดไปว่าแพลตต์เนอร์โฉบเข้าหาและจ้องลึกลงมาในดวงตาของพวกเขา บางคนหนีจากการติดตามของสิ่งมีชีวิตทรงกลมที่ดูคลุมเครือและแปลกประหลาดไปกับแพลตต์เนอร์ แต่จินตนาการเหล่านี้ก็ถูกลืมหายไปในท่ามกลางการสอบถามและการคาดเดา เพราะในวันพุธที่ถัดจากวันจันทร์เกิดเหตุไปเก้าวัน แพลตต์เนอร์ก็กลับมา
การกลับมาของเขาเป็นเรื่องประหลาดพอๆ กับตอนที่หายตัวไป ถึงตอนนี้เรื่องที่คุณลิดเกตต์เล่าไว้คร่าวๆ อย่างฉุนเฉียวนั้นก็ได้รับการเติมเต็มจากคำบอกเล่าอย่างอิดๆ เอื้อนๆ ของแพลตต์เนอร์ ดูเหมือนว่าในวันพุธตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก สุภาพบุรุษคนแรกหลังจากยกเลิกการเตรียมงานตอนค่ำก็วุ่นอยู่ในสวน กำลังเก็บลูกสตรอเบอรีซึ่งเป็นผลไม้ซึ่งเขาโปรดมากๆ กินจากต้น สวนนั้นเป็นสวนแบบเก่า กว้างขวาง และโชคดีที่ลับหูลับตาคนเพราะมีกำแพงสูงทำด้วยอิฐแดงมีเถาไอวีปกคลุม ขณะที่เขากำลังค้อมตัวอยู่เหนือต้นที่ลูกดกเป็นพิเศษนั้นเอง ก็มีแสงวาบในอากาศและเสียงตกดังโครม และก่อนเขาจะทันเหลียวไปมอง ร่างคนหนักอึ้งก็กระแทกใส่ตัวเขาอย่างแรงจากข้างหลัง เขาคะมำไปข้างหน้า บี้สตรอเบอรีที่เขาถืออยู่ในมือเสียแบน นี่เป็นเรื่องคร่าวๆ หมวกผ้าไหมของเขา (คุณลิดเกตต์ยึดติดในความคิดเก่าๆ สำหรับเครื่องแต่งกายของโรงเรียน) ถูกผลักอย่างแรงจนไหลลงปิดหน้าผากและเกือบปิดตาข้างเดียวของเขาเอาไว้ ขีปนาวุธอันหนักอึ้งซึ่งไถลข้ามตัวเขาไปทางด้านข้างแล้วล้มลงไปนั่งแหมะอยู่ท่ามกลางกอสตรอเบอรีนั้นก็คือบุคคลที่สูญหายไปเสียนาน…คุณกอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์ของเรานั่นเอง ในสภาพที่สกปรกอย่างที่สุด ปลอกคอและหมวกของเขาหายไป เสื้อผ้าของเขาสกปรก และมือของเขามีเลือดเปื้อนอยู่ คุณลิดเกตต์เดือดดาลและประหลาดใจมากจนยังคงอยู่ในท่าคลานสี่เท้า หมวกไพล่มาปิดตาข้างเดียวเอาไว้ พลางส่งเสียงโวยวายว่ากล่าวแพลตต์เนอร์อย่างดุเดือดว่าเป็นการกระทำที่หยาบคายไร้เหตุผล
ฉากอันงดงามหาดูได้ยากนี้ทำให้สิ่งที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า เรื่องพิสดารของแพลตต์เนอร์ฉบับภายนอก จบบริบูรณ์ นั่นคือฉบับว่าด้วยอาการภายนอก ไม่จำเป็นที่จะลงลึกในรายละเอียดทั้งหมด ตอนที่คุณลิดเกตต์ไล่เขาออกมา รายละเอียดจำพวกที่มีทั้งชื่อเต็ม วันที่ และบุคคลอ้างอิงนั้นจะปรากฎในรายงานเหตุการณ์ฉบับเต็มซึ่งได้เสนอให้สมาคมสืบสวนปรากฎการณ์ประหลาด ในช่วงแรกๆ แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นการสลับข้างที่แปลกประหลาดของแพลตต์เนอร์ แล้วจึงเริ่มสังเกตเห็นจากท่าเขียนหนังสือจากขวามาซ้ายข้ามกระดาน เขาปกปิดสถานการณ์ประหลาดซึ่งรับรองว่าเป็นจริงนี้มากกว่าจะแสร้งอวดให้คนรับรู้ทั่วไป เพราะเขาคิดว่ามันจะไม่เป็นผลดีต่อเขาในสถานการณ์ใหม่นี้ หลายเดือนหลังจากนั้นก็พบว่าหัวใจของเขาย้ายข้างตอนที่เขาดมยาสลบเพื่อถอนฟัน ตอนนั้นแพลตต์เนอร์ไม่ได้สมัครใจเลย แต่ก็ยอมให้มีการตรวจสอบร่างกายของเขาตามวิธีทางศัลยกรรมโดยคร่าวๆ พร้อมกับมีข้อคิดเห็นเป็นรายละเอียดสั้นๆ ลงเผยแพร่ใน”วารสารกายวิภาควิทยา” ซึ่งว่าด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุพยานทั้งหมด และบัดนี้เราก็จะได้พิจารณาถึงเรื่องราวของแพลตต์เนอร์ในประเด็นนี้ต่อไป
แต่ว่าประการแรก ให้เราแยกออกจากกันให้ชัดเจนระหว่างเรื่องที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้กับเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป ที่ข้าพเจ้าได้เล่ามาทั้งหมดจนถึงตอนนี้ได้รับการยอมรับโดยหลักฐานซึ่งแม้แต่ทนายความคดีอาญายังเห็นพ้องด้วย พยานทุกคนยังมีชีวิตอยู่ สำหรับผู้อ่านถ้ามีเวลาว่างอาจจะไปตามหาพวกเขาวันพรุ่งนี้เลยก็ได้ หรือถ้ากล้าหาญพอก็หาลิดเกตต์ผู้น่าเกรงขามก็ได้ แล้วตรวจสอบอย่างละเอียด วางหลุมพราง และพิสูจน์กันให้พอใจ ทั้งตัวกอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์เอง หัวใจที่อยู่ผิดที่ และภาพถ่ายทั้งสามภาพนั้นก็สามารถนำมาแสดงให้เห็นได้ มันอาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าแพลตต์เนอร์ได้หายไปนานเก้าวันอันเป็นผลจากการระเบิดนั้น ว่าเขากลับมาด้วยความรุนแรงที่เกือบจะเท่ากัน ในสถานการณ์ที่สร้างความขุ่นเคืองให้แก่คุณลิดเกตต์ ไม่ว่ารายละเอียดของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม และว่าเขากลับมาแล้วร่างกายเกิดสลับข้างไป เหมือนเงาสะท้อนจากกระจกเงา จากข้อเท็จจริงล่าสุดอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว สิ่งที่ตามมาอย่างแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คือในช่วงเก้าวันนั้นแพลตต์เนอร์ต้องอยู่ในสภาวะบางอย่างที่มีตัวตนอยู่นอกห้วงมิติของเรา หลักฐานสนับสนุนคำกล่าวนี้หนักแน่นยิ่งกว่าหลักฐานที่ใช้ตัดสินแขวนคอฆาตกรเสียอีก แต่สำหรับคำอธิบายของแพลตต์เนอร์เรื่องเขาไปอยู่ที่ไหนมานั้น เป็นคำอธิบายที่เข้าใจยากและมีรายละเอียดที่ขัดแย้งกันเองเกือบทั้งสิ้น เราจึงมีแค่คำบอกเล่าของคุณกอตต์ฟรีด์ แพลตต์เนอร์เท่านั้นเอง ข้าพเจ้าไม่อยากจะลดความน่าเชื่อถือของเรื่องราวเหล่านั้น แต่จำเป็นต้องชี้ให้เห็น (ในสิ่งที่นักเขียนหลายคนไม่ทำ ยามเขียนถึงปรากฏการณ์เกี่ยวกับวิญญาณที่ยังมีความคลุมเครือ) ว่าเรากำลังผ่านจุดนี้ จากเรื่องราวที่ถูกต้องตามความเป็นจริงไม่อาจปฏิเสธได้ ไปสู่เรื่องราวประเภทที่คนมีวิจารณญาณมีสิทธิที่จะเชื่อหรือปฏิเสธตามที่เขาคิดว่าถูกต้อง คำกล่าวก่อนหน้านี้ทำให้เรื่องนี้พอรับฟังได้ แต่ความขัดแย้งกับประสบการณ์ธรรมดาทำให้มีความโน้มเอียงไปในทางไม่น่าเชื่อถือ ข้าพเจ้าสมัครใจที่จะไม่ทำให้คันชั่งตุลาการของผู้อ่านเอียงไปไม่ว่าข้างไหน แต่จะเล่าเรื่องไปตรงๆ ตามที่แพลตต์เนอร์เล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าขอแจ้งว่าเขาได้บรรยายให้ฟังที่บ้านของข้าพเจ้าที่ชิเซิลเฮอร์ซ และทันทีที่เขากลับไปในเย็นวันนั้นข้าพเจ้าก็เข้าไปในห้องเขียนหนังสือและบันทึกทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้เอาไว้ หลังจากนั้นแพลตต์เนอร์ได้กรุณาช่วยอ่านต้นฉบับพิมพ์ดีดให้ตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้นความถูกต้องของข้อเขียนนี้จึงปฏิเสธไม่ได้
แพลตต์เนอร์กล่าวว่าขณะที่เกิดระเบิดขึ้นเขาคิดว่าเขาคงตายแน่ๆ เขารู้สึกว่าตัวลอยขึ้นจากพื้นและถูกผลักไปข้างหลังอย่างแรง มีข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาดสำหรับนักจิตวิทยาคือแพลตต์เนอร์คิดได้อย่างชัดเจนขณะที่ตัวเขาลอยละลิ่วไปข้างหลัง และสงสัยว่าเขาจะลอยไปกระแทกตู้เก็บสารเคมีหรือขาตั้งกระดานดำกันแน่ ส้นเท้าของเขากระแทกพื้นแล้วเสียหลักและตกพลั่กในท่านั่งลงบนอะไรบางอย่างที่อ่อนนุ่มและมั่นคง แรงกระแทกทำให้เขาจุกไปชั่วขณะ ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้กลิ่นเส้นผมที่ถูกไฟไหม้ และรู้สึกว่าจะได้ยินเสียงลิดเกตต์ถามหาเขา คุณจะเข้าใจว่าความคิดของเขาสับสนอย่างมากไปชั่วขณะหนึ่ง
แรกๆ เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าเขายังคงอยู่ในห้องเรียน เขามองเห็นค่อนข้างแจ่มชัดว่าเด็กๆ ประหลาดใจและคุณลิดเกตต์เดินเข้ามา เขาค่อนข้างมั่นใจในมูลเหตุดังกล่าว แพลตต์เนอร์ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเขา แต่ก็คิดว่าเป็นเพราะเสียงดังจากการทดลองทำให้เขาหูอื้อ สิ่งต่างๆ รอบตัวเขาดูมืดผิดปกติและสลัวๆ ในใจเขาอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งแต่ผิดพลาดว่าการระเบิดทำให้เกิดควันสีดำปริมาณมาก
ผ่านความพร่ามัว ร่างของลิดเกตต์และเด็กๆ เคลื่อนไหว ดูเลือนรางและเงียบงันราวกับผี หน้าตาของแพลตต์เนอร์ยังคงรู้สึกปวดเสียวคล้ายถูกหนามแทงเพราะความร้อนของประกายไฟ เขาบอกว่าเขารู้สึก “สับสนไปหมด” ความคิดแรกที่ชัดเจนดูเหมือนจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยของตัวเขา เขาคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะตาบอดและหูหนวกแล้ว เขาลูบคลำแขนขาและใบหน้าของตัวเองอย่างระมัดระวัง ต่อมาเขาเริ่มมองเห็นอะไรๆ ดีขึ้น และเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่เห็นโต๊ะตัวเก่าที่คุ้นเคยและเฟอร์นิเจอร์อื่นของห้องเรียน มีเพียงร่างสีเทาที่สั่นไหวพร่ามัว จากนั้นเขาก็เห็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องตะโกนลั่น และปลุกให้เขาตื่นตัวจากความมึนงง เด็กผู้ชายสองคนทำไม้ทำมือเดินผ่านทะลุตัวเขาไปทีละคน ไม่มีใครมีท่าทีรับรู้แม้แต่น้อยว่าเขาอยู่ตรงนั้น มันยากที่จะจินตนาการถึงความรู้สึกของเขาในขณะนั้น แพลตต์เนอร์บอกว่าเด็กทั้งสองเข้ามาปะทะตัวเขาโดยไม่ต้องออกแรงเกินกว่าเดินผ่านหมอกเลย
ความคิดแวบแรกของแพลตต์เนอร์หลังจากนั้นคือเขาตายแล้ว อย่างไรก็ตาม หากนำเรื่องพวกนี้มาพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว เขาก็แปลกใจไม่น้อยที่พบว่าร่างกายของตนยังคงอยู่ ความเห็นที่สองก็คือเขายังไม่ตายแต่คนอื่นๆ ตายแล้ว คือการระเบิดได้ทำลายโรงเรียนเอกชนซัสเซ็กส์วิลล์และทุกคนในโรงเรียนตายหมดยกเว้นตัวเขา แต่นั่นก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจอีกเช่นกัน เขาเหลียวหลังไปมองสำรวจอย่างประหลาดใจ ทุกสิ่งรอบๆ ตัวเขามืดพิกล ตอนแรกดูเหมือนว่าเป็นสีดำสนิท เหนือศีรษะคือท้องฟ้าสีดำมืด สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นแสงสว่างก็มีเพียงแสงเรื่อๆ สีเขียวเลือนรางที่ขอบฟ้าด้านหนึ่ง ซึ่งสาดส่องไปยังเนินเส้นขอบฟ้าของลอนเนินเขาสีดำ ข้าพเจ้าพูดได้ว่านี่คือความรู้สึกตอนแรกของเขา เมื่อสายตาคุ้นชินกับความมืดเขาก็เริ่มแยกแยะระดับของสีเขียวในค่ำคืนรอบกายได้ ตัดกับฉากนั้นคือเฟอร์นิเจอร์และผู้คนในห้องเรียน เหมือนกับผีเรืองแสง เลือนรางไม่มีตัวตน เขายื่นมือออกไปและผลักทะลุผนังห้องตรงที่ติดกับเตาผิงโดยไม่ต้องใช้แรง
เขาพรรณนาถึงตัวเองว่าได้เพียรพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นๆ เขาตะโกนเรียกลิดเกตต์ และพยายามจับตัวเด็กๆ ที่วิ่งผ่านไปมา เขาล้มเลิกความพยายามเหล่านี้เมื่อคุณนายลิดเกตต์ คนที่เขา (ในฐานะผู้ช่วยอาจารย์) ไม่ชอบขี้หน้าเข้ามาในห้อง เขาบอกว่าการรู้สึกว่ายังอยู่บนโลกมนุษย์ แต่กลับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันนั้นเป็นสภาวะที่น่าหงุดหงิดรำคาญใจ เขาเปรียบเทียบความรู้สึกของเขาอย่างเหมาะสมว่าเป็นแมวที่เฝ้าจ้องจะจับหนูผ่านหน้าต่าง เมื่อไรก็ตามที่เขาแสดงท่าทางเพื่อสื่อสารกับโลกที่คุ้นเคยอันมืดมัวนั้น เขาก็จะพบกับกำแพงที่มองไม่เห็นและไม่มีขอบเขตมาขวางกั้นการปฏิสัมพันธ์ เขาจึงหันเหความสนใจไปยังสิ่งแวดล้อมที่เป็นของแข็ง เขาพบว่าขวดยาในมือของเขายังไม่แตก ผงสีเขียวที่เหลือก็ยังอยู่ในนั้น เขาเอาขวดใส่กระเป๋าและเริ่มคลำไปรอบๆ ตัว เห็นได้ชัดว่าเขากำลังนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่คลุมด้วยแผงต้นมอสอ่อนนุ่ม ภูมิประเทศอันมืดมิดรอบกายเขามองไม่เห็น ภาพห้องเรียนพร่ามัวเลือนรางเหมือนเป็นรอยเด่นขึ้นมา แต่เขามีความรู้สึก (อาจจะเพราะลมหนาว) ว่าเขาอยู่ใกล้ยอดเนินและมีหุบเขาลึกชันอยู่เบื้องล่าง แสงสีเขียวเรื่อเรืองอยู่ตามขอบฟ้าดูเหมือนจะค่อยๆ ขยายตัวและเข้มขึ้น เขายืนขึ้นขยี้ตา
รู้สึกว่าเขาเดินลงเนินลาดชันไปสองสามก้าวแล้วสะดุดจนเกือบล้ม และนั่งลงอีกครั้งบนหินขรุขระก้อนหนึ่งมองดูฟ้ายามรุ่งอรุณ เขาเริ่มรู้สึกตัวว่าโลกรอบตัวเขานั้นช่างเงียบเชียบวังเวงเสียจริงๆ สงบนิ่งเท่าๆ กับที่มันมืดมน และแม้ว่าจะมีลมเย็นพัดไล่ขึ้นมา แต่เสียงกรอบแกรบของใบหญ้า เสียงซู่ซ่าของกิ่งไม้ที่ควรจะมีอยู่ด้วยกลับไม่มี แม้ว่าเขาไม่สามารถมองเห็นได้แต่สามารถสดับได้ว่าไหล่เขาที่ยืนอยู่นี้มีแต่หินและโดดเดี่ยว แสงสีเขียวค่อยๆ สว่างขึ้นทุกขณะ และในขณะเดียวกันก็มีสีแดงเลือดโปร่งใสเข้ามาผสม แต่ก็มิได้ทำให้ความมืดของท้องฟ้าเหนือศีรษะและพื้นหินโดดเดี่ยวรอบตัวเขาลดน้อยลงไป เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ตามมา ข้าพเจ้าค่อนข้างเชื่อว่าสีแดงนั้นน่าจะเป็นผลกระทบทางการมองเห็นเนื่องจากการตัดกันของสี มีอะไรบางอย่างสีดำมืดโฉบกระพือตัดกับสีเหลืองๆ เขียวๆ ช้ำๆ ที่ปลายฟ้า และจากนั้นเสียงระฆังเล็กแหลมดังขึ้นมาจากอ่าวดำมืดเบื้องล่าง ความคาดหวังอันหนักอึ้งเพิ่มมากขึ้นตามแสงที่สว่างขึ้น
น่าจะเป็นไปได้ว่าเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหรือนานกว่านั้นขณะที่เขานั่งอยู่ที่นั่น แสงสีเขียวประหลาดค่อยๆ สว่างขึ้นทุกขณะ และแผ่ออกช้าๆ เป็นรูปนิ้วมือสีฉูดฉาด แผ่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดบนท้องฟ้า ขณะที่มันขยายตัวภาพรางๆ ของโลกของเรา ก็เลือนรางลงหรือจางหายไปเลย อาจจะเป็นทั้งสองอย่าง เพราะบนโลกของเราต้องเป็นช่วงเวลาประมาณพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ตอนที่ภาพโลกปกติของเราหายไปนั้น แพลตต์เนอร์ได้ทะลุผ่านพื้นห้องเรียนลงไปเพราะก้าวลงเนินไปสองสามก้าว และตอนนี้ดูเหมือนว่าเขากำลังนั่งอยู่กลางอากาศในห้องเรียนชั้นล่างที่ใหญ่กว่า เขาเห็นนักเรียนอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ชัดเท่าที่มองเห็นลิดเกตต์ พวกเขากำลังเตรียมงานภาคค่ำกันอยู่ และแพลตต์เนอร์สังเกตเห็นด้วยความสนใจว่านักเรียนหลายคนกำลังโกงแบบฝึกหัดเลขาคณิตด้วยการลอกกัน ซึ่งเป็นสิ่งแพลตต์เนอร์ไม่เคยระแคะระคายมาก่อน ขณะที่เวลาผ่านไป ภาพพวกเขาก็ค่อยๆ เลือนรางลงอย่างสม่ำเสมอ สม่ำเสมอเท่าๆ กับที่แสงของรุ่งอรุณสีเขียวค่อยๆ ส่องสว่างขึ้น
เมื่อมองลงไปในหุบเขาเบื้องล่าง เขาเห็นแสงไฟค่อยๆ เคลื่อนไกลออกไปทางด้านที่มีหินขรุขระ แล้วความมืดอันลึกล้ำของห้วงเหวก็ถูกทำลายโดยแสงเรืองสีเขียวดวงเล็กๆ คล้ายแสงของหนอนกระสือ และเกือบจะทันทีทันใด ขอบโค้งของดวงไฟสีเขียวโชติช่วงโผล่ขึ้นเหนือลอนเนินหินบะซอลท์ไกลออกไป และบรรดาเนินเขาน่าเกลียดน่ากลัวที่อยู่รายรอบตัวเขาปรากฏให้เห็นว่าแห้งแล้งและโดดเดี่ยวในแสงสีเขียวสลับกับเหลี่ยมเงาลึก แดงฉาน และมืด เขาเริ่มมองเห็นวัตถุรูปร่างคล้ายลูกบอลจำนวนมาก ลอยไปมาราวกับใยดอกทิสเซิลดาวน์ที่ลอยเหนือพื้นดินในแถบที่ราบสูง ไม่มีชิ้นใดลอยอยู่ใกล้เขาเท่ากับชิ้นที่ลอยด้านตรงข้ามของช่องเขา เสียงสั่นระฆังข้างล่างเร็วขึ้น เร็วขึ้น ด้วยอะไรสักอย่างคล้ายความดื้อรั้นขาดความอดทน และดวงไฟหลายดวงเคลื่อนที่ไปตรงนั้นตรงนี้ ตอนนี้ภาพนักเรียนนั่งทำงานที่โต๊ะเลือนรางจนเกือบมองไม่เห็นแล้ว
การที่โลกปกติของเราหายไปเมื่อดวงอาทิตย์สีเขียวของจักรวาลอื่นโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าตามที่แพลตต์เนอร์ยืนยันเป็นประเด็นที่น่ากังขา ในระหว่างที่โลกอื่นเป็นเวลากลางคืนจะมีความยากลำบากในการเคลื่อนที่ไปมาเพราะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ บนโลกปกติได้อย่างแจ่มชัด หากเป็นเช่นนั้นแล้ว มันก็เกิดปริศนาขึ้นมาว่าเหตุใดพวกเราที่อยู่ในโลกปกติใบนี้จึงไม่สามารถมองเห็นโลกอื่นใบนั้นได้แม้แต่แวบเดียว อาจจะเนื่องจากโลกของเราใบนี้มีความสว่างเจิดจ้ามากกว่า แพลตต์เนอร์อธิบายว่ายามเที่ยงวันของโลกอื่น ตอนที่สว่างที่สุดแล้วก็ยังเทียบไม่ได้กับคืนพระจันทร์เต็มดวงบนโลกเรา ส่วนกลางคืนของที่นั่นมืดสนิท ดังนั้นแม้แต่ในห้องมืดๆ ธรรมดา ปริมาณของแสงก็มากพอที่จะทำให้มองไม่เห็นสิ่งต่างๆ ในโลกอื่น ด้วยหลักการเดียวกับวัตถุเรืองแสงจางๆ จะมองเห็นได้เฉพาะเวลามืดมากๆ เท่านั้น ตั้งแต่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ข้าพเจ้าได้ทดลองโดยการนั่งอยู่เป็นเวลานานในห้องมืดของช่างภาพตอนกลางคืน เพื่อจะได้เห็นอะไรๆ ของโลกอื่น ข้าพเจ้าได้เห็นภาพเลือนรางของเนินเขาและโขดหินสีเขียวจริงๆ แต่ต้องยอมรับว่าเห็นเพียงแค่เลือนรางมากๆ เท่านั้น ผู้อ่านอาจจะทำได้ผลดีกว่า แพลตต์เนอร์บอกข้าพเจ้าว่าหลังการกลับมา เขาได้ฝันถึง มองเห็น และรู้จักสถานที่ต่างๆ ในโลกอื่น แต่มันอาจจะเป็นแค่ภาพความทรงจำของเขาก็ได้ เป็นไปได้ว่าคนที่มีสายตาดีกว่าปกติอาจจะมองเห็นโลกอื่นอันแปลกประหลาดนั้นได้เป็นครั้งคราวรอบๆ ตัวเรา
อย่างไรก็ตาม มันชักจะวกวนออกนอกประเด็น เมื่อพระอาทิตย์สีเขียวขึ้นก็จะมองเห็นถนนที่ทอดยาวระหว่างอาคารสีดำได้ แม้ว่าในช่องเขาจะมืดมองเห็นไม่ชัด แต่หลังจากลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งแพลตต์เนอร์ก็เริ่มไต่ลงตามทางลาดชันมุ่งหน้าไปยังช่องเขา ทางลงเนินนั้นทอดยาวและลงไปได้อย่างเชื่องช้ามาก ไม่ใช่แค่เพราะมันชันมากๆ เท่านั้น แต่เพราะก้อนหินใหญ่ๆ ที่ราวกับมีใครเอามาโปรยไว้บนพื้นไม่มั่นคง เสียงเขาไต่ลงเนินซึ่งบางครั้งส้นรองเท้ากระทบก้อนหินจนเกิดประกายไฟดูเหมือนจะเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในจักรวาล เพราะเสียงตีระฆังหยุดไปแล้ว เมื่อเขาเข้าไปใกล้ แพลตต์เนอร์สังเกตเห็นว่าสิ่งปลูกสร้างหลากแบบเหล่านั้นคล้ายอย่างประหลาดกับหลุมฝังศพ และสุสานเก็บศพ และอนุสาวรีย์ ที่จะแตกต่างก็คือมันมีสีดำทั้งหมดแทนที่จะเป็นสีขาวเหมือนๆ กับหลุมฝังศพทั่วไป และแล้วเขาก็เห็นอะไรบางอย่างที่ดูสีจืดๆ กลมๆ สีเขียวซีด กรูกันออกมาจากอาคารขนาดใหญ่ราวกับผู้คนที่กระจายออกมาจากโบสถ์ พวกมันกระจัดกระจายไปในทิศทางต่างๆ กันบนถนนกว้างบริเวณนั้น บางส่วนมุ่งไปยังซอกซอยข้างๆ และไปโผล่อีกทีที่ทางลาดชันของเนิน ที่เหลือกระจายเข้าไปในอาคารสีดำที่รายอยู่ตลอดทาง
เมื่อเห็นสิ่งนั้นลอยขึ้นตรงมาหาเขา แพลตต์เนอร์จึงหยุดจ้องมอง พวกมันไม่ได้เดินมาเพราะที่จริงแล้วมันไม่มีแขนขา แต่มีหัวคล้ายคน ส่วนที่ห้อยต่อจากหัวเป็นอวัยวะคล้ายลำตัวของลูกกบแกว่งไปแกว่งมา เขามัวแต่ตกตะลึงในความแปลกประหลาดของพวกมัน ความแปลกประหลาดอย่างครบครัน จนไม่ได้ตกใจกลัวมากมายนัก พวกมันเคลื่อนตรงเข้ามาหาเขา ลอยมาตามลมเย็นยะเยือกที่กำลังพัดขึ้นเนินมา เหมือนฟองสบู่ล่องลอยในกระแสลมเย็น และขณะที่มองดูตัวประหลาดที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ที่สุด เขาก็เห็นว่ามันเป็นหัวคนจริงๆ แม้ว่าจะมีดวงตาโตเกินปกติ และมีสีหน้าหม่นหมองปวดร้าวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นในสีหน้าของมนุษย์คนใดมาก่อน แพลตต์เนอร์ประหลาดใจเมื่อพบว่ามันไม่ได้หันมามองเขา แต่ก็รู้สึกคล้ายกับว่ามันกำลังเฝ้ามองและติดตามอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวที่เขามองไม่เห็น เขางุนงงอยู่ชั่วขณะ และแล้วเขาก็เกิดความรู้สึกว่าดวงตาใหญ่โตของเจ้าสิ่งนี้กำลังจับจ้องอะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในโลกใบที่เขาเพิ่งจากมา มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเขาก็ประหลาดใจเกินกว่าที่จะโวยวาย มันทำเสียงทุกข์กังวลเบาๆ ขณะที่เข้ามาใกล้ตัวเขา แล้วมันก็ตบหน้าเขาเบาๆ เป็นสัมผัสที่เยือกเย็น ก่อนที่มันจะเคลื่อนผ่านเขาไป มุ่งหน้าไปยังยอดเนิน
แพลตต์เนอร์รู้สึกมั่นใจอย่างมากขึ้นมาแวบหนึ่งว่าหัวประหลาดตัวนี้คล้ายลิดเกตต์เหลือเกิน จากนั้นเขาจึงหันไปพินิจดูหัวอื่นๆ ที่ฮือขึ้นไปบนเนินราวกับฝูงผึ้ง ไม่มีตัวไหนแสดงทีท่าว่ารู้จักกันแม้แต่นิดเดียว ที่จริงก็มีตัวสองตัวที่เข้ามาใกล้ๆ ศีรษะเขาและเกือบจะทำแบบตัวแรก แต่คราวนี้เขากระตุกตัวโยกหลบให้พ้นทาง แพลตต์เนอร์เห็นว่าพวกมันส่วนใหญ่มีสีหน้าโศกเศร้าเสียใจคล้ายๆ กับตัวแรก และเขาก็ยังได้ยินเสียงแห่งความเศร้าหมองแบบเดียวกันของพวกมัน มีอยู่ตัวหรือสองตัวที่ร้องไห้ และมีอยู่ตัวหนึ่งที่กลิ้งขึ้นเนินอย่างรวดเร็วซึ่งมีท่าทีเดือดดาล แต่ตัวอื่นๆ จะเย็นชา และหลายตัวมีแววตาที่มีความพอใจ อย่างน้อยก็มีอยู่ตัวหนึ่งท่าทางสุขีปรีดิ์เปรมเหลือหลาย แพลตต์เนอร์จำไม่ได้ว่ามีตัวไหนที่หน้าเหมือนคนที่เขารู้จักอีก
น่าจะเป็นเวลาหลายชั่วโมงที่แพลตต์เนอร์เฝ้ามองสิ่งแปลกประหลาดเหล่านั้นกระจายตัวขึ้นไปบนเนิน และไม่นานหลังจากพวกมันหยุดหลั่งไหลออกมาจากอาคารสีดำในช่องเขา แพลตต์เนอร์ก็ไต่ลงเนินต่อไป รอบๆ ตัวเขามืดมากขึ้นจนยากที่จะก้าวให้ตรง ท้องฟ้าเหนือศีรษะตอนนี้สว่างเป็นสีเขียวซีดๆ เขาไม่รู้สึกหิวหรือกระหายน้ำ ต่อมาเมื่อเขารู้สึกหิวและกระหาย แพลตต์เนอร์เจอลำธารเย็นเยียบสายหนึ่งไหลลงไปตามกึ่งกลางช่องเขา และเจอมอสพันธุ์หายากขึ้นบนก้อนหินใหญ่ ในที่สุดเมื่อเขาลองกินเพราะไม่มีทางเลือก มันกินได้ด้วย
เขาคลำไปรอบๆ ท่ามกลางหลุมฝังศพที่เป็นแนวไปตามช่องเขาเพื่อหาเบาะแสของสิ่งที่อธิบายไม่ได้เหล่านี้อย่างไม่มีจุดหมายแน่ชัด หลังจากตระเวนอยู่นานเขาก็มาถึงทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพหลังใหญ่ ที่ซึ่งบรรดาหัวประหลาดเหล่านั้นหลั่งไหลออกมา ภายในอาคารเขาเจอกลุ่มไฟสีเขียวลุกไหม้อยู่บนแท่นบูชาทำจากหินบะซอลท์ และเชือกโยงระฆังจากหอระฆังเหนือศีรษะห้อยอยู่ตรงกึ่งกลางของสถานที่ รอบๆ ผนังมีอักษรไฟเรียงรายเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ขณะที่เขายังงงงวยในความหมายของสิ่งเหล่านี้ แพลตต์เนอร์ได้ยินเสียงย่ำเท้าหนักๆ ดังห่างออกไปตามถนน เขาวิ่งออกไปในความมืดอีกครั้งแต่ก็มองไม่เห็นอะไร เขามีความคิดที่จะดึงเชือกระฆัง แต่ในที่สุดกลับตัดสินใจที่จะติดตามเสียงย่ำเท้านั้นไป ถึงแม้ว่าเขาวิ่งมาตั้งไกลก็ยังตามพวกนั้นไม่ทัน และเสียงตะโกนของแพลตต์เนอร์ก็ไม่เกิดผลใดๆ ช่องเขานี้ดูเหมือนจะยืดยาวออกไปไม่มีจุดจบ ตลอดเส้นทางมืดพอๆ กับค่ำคืนในโลกมนุษย์ที่มีเพียงแสงดาว ในขณะที่กลางวันสีเขียวแบบเมืองผีพาดอยู่ตามขอบหน้าผา ตอนนี้ด้านล่างไม่มีหัวประหลาดเหล่านั้นอยู่เลย ดูเหมือนว่าพวกมันทั้งหมดกำลังยุ่งอยู่บนลาดเนินข้างบน เมื่อมองขึ้นไป เขาเห็นพวกมันลอยอยู่ที่โน่นที่นี่ บ้างก็ลอยอยู่กับที่ บ้างก็บินอย่างรวดเร็ว แพลตต์เนอร์บอกว่ามันทำให้เขานึกถึง “เกล็ดหิมะขนาดใหญ่” เพียงแต่มันเป็นสีดำและสีเขียวซีดเท่านั้นเอง แพลตต์เนอร์กล่าวว่าในเวลาเจ็ดหรือแปดวันนั้นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการเฝ้าติดตามฝีเท้ามั่นคงแน่วแน่ที่เขาไม่มีวันตามทัน ในการคลำทางไปยังบริเวณใหม่ของผาปีศาจที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ในการปีนป่ายขึ้นลงเนินสูงมหาโหด ในการเตร็ดเตร่ไปทั่วยอดเขา และในการเฝ้ามองใบหน้าที่ลอยไปมาเหล่านั้น แม้ว่าครั้งหรือสองครั้งที่มีสายตาจ้องมองเขา แต่เขาก็ไม่ได้พูดคุยกับสิ่งมีชีวิตใดเลย เขาพักนอนท่ามกลางโขดหินบนไหล่เขา ในช่องเขาจะมองไม่เห็นสิ่งที่เกี่ยวกับโลกมนุษย์ อธิบายตามหลักของโลกปกติได้ว่าเพราะมันอยู่ลึกลงไปใต้ดินมากนั่นเอง แต่บนที่สูงทันทีที่กลางวันของโลกมนุษย์เริ่มต้น เขาก็จะมองเห็นโลกปกติได้ แพลตต์เนอร์พบว่าบางครั้งเขาจะสะดุดหินสีเขียวเข้ม หรือยั้งตัวเองไว้ที่ริมหน้าผาสูงชัน ในขณะที่รอบๆ ตัวเขากิ่งไม้สีเขียวริมทางเดินในซัสเซ็กส์วิลล์กำลังแกว่งไกว หรืออีกที ราวกับว่าเขากำลังเดินผ่านถนนต่างๆ ในซัสเซ็กส์วิลล์ หรือกำลังมองดูกิจส่วนตัวที่ไม่มีใครมองเห็นของบางครอบครัว และตอนนั้นเองที่เขาค้นพบว่ามนุษย์เกือบทุกคนในโลกของเราเกี่ยวข้องกับหัวที่ลอยไปลอยมานี้บางตัว และทุกคนบนโลกของเรานี้ถูกจับตามองเป็นพักๆ โดยสิ่งไร้ร่างพวกนั้น
ผู้เฝ้ามองมนุษย์เหล่านี้…คืออะไรกันแน่ แพลตต์เนอร์ไม่เคยได้รู้ แต่สองตัวที่เขาเจอในขณะนี้และเฝ้าติดตามเขาอยู่นั้นดูคล้ายพ่อแม่ในความทรงจำเมื่อวัยเยาว์ของเขา บางครั้งบางคราก็มีใบหน้าอื่นๆ หันมามองเขาด้วยดวงตาของคนที่ตายไปแล้วที่เคยมีอิทธิพลต่อจิตใจเขา หรือเคยทำร้ายเขา หรือเคยช่วยเหลือเขาในวัยเด็กและวัยหนุ่ม เมื่อใดที่พวกมันมองดูเขาแพลตต์เนอร์จะถูกครอบงำด้วยความรู้สึกรับผิดชอบแบบที่เขาไม่คุ้นเคย เขาลองเสี่ยงคุยกับแม่ แต่เธอไม่ตอบ เธอมองเข้าไปในดวงตาเขาอย่างเศร้าๆ แน่วแน่ และอ่อนโยน ดูเหมือนจะมีแววตำหนิเล็กน้อยด้วย
เขาเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้พยายามอธิบายสิ่งใด ปล่อยให้เราคาดเดาเอาเองว่าผู้เฝ้ามองมนุษย์เหล่านี้เป็นอะไรกันแน่ ถ้านั่นคือคนตายทำไมถึงได้เฝ้ามองโลกที่พวกเขาจากไปแล้วชั่วนิรันดร์อย่างใกล้ชิดและเต็มไปด้วยความรู้สึกขนาดนั้น มันอาจจะเป็น… จริงๆ แล้วข้าพเจ้าคิดว่ามันก็ดูสมเหตุสมผลดี เมื่อชีวิตเราสิ้นแล้ว เมื่อความดีความชั่วก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเลือกอีกต่อไปแล้ว เราอาจจะยังต้องเป็นประจักษ์พยานเฝ้าดูบรรดาผลพวงของสิ่งที่เราสร้างทิ้งไว้ ถ้าหลังความตายวิญญาณของเรายังคงอยู่ ความสนใจอย่างมนุษย์ของเราก็ต้องยังคงอยู่อย่างแน่นอน แต่มันก็เป็นเพียงการคาดเดาของข้าพเจ้าจากสิ่งที่เห็นเท่านั้น แพลตต์เนอร์ไม่ช่วยตีความสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีใครช่วยเขาตีความเหมือนกัน ก็ดีที่ผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน วันแล้ววันเล่าที่เขาท่องไปในโลกซึ่งมีแสงประหลาดใบนี้ที่อยู่นอกโลกมนุษย์ ด้วยหัวที่หมุนคว้าง หมดเรี่ยวหมดแรง ในที่สุดก็อ่อนแอและหิวโหย ในเวลากลางวัน (หมายถึงเวลากลางวันของโลกมนุษย์) ทัศนภาพแบบหลอนๆ ของฉากเก่าๆ ที่คุ้นตาของซัสเซกส์วิลล์ที่อยู่รายรอบตัวทำให้เขารำคาญและกังวลใจ เขาไม่รู้ว่าจะย่างเท้าไปในทิศทางใด และบางครั้งบางคราววิญญาณที่เฝ้ามองเหล่านี้บางตัวก็เข้ามากระทบแก้มเขาด้วยสัมผัสที่เย็นยะเยือก และเมื่อมืดค่ำกลุ่มผู้เฝ้ามองรอบตัวเขาและความเศร้าหมองอันมั่นคงของมันทำให้เขาสับสนเกินจะบรรยาย ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับสู่ชีวิตปกติที่ดูเหมือนใกล้แสนใกล้แต่กลับไกลแสนไกลนั้นกัดกร่อนจิตใจเขา ความเหนือธรรมชาติของสิ่งต่างๆ รอบกายก่อให้เกิดความปวดร้าวใจอย่างแน่นอน เขากังวลใจเกินจะบอกได้เพราะผู้ติดตามพิเศษของเขา เขาคงตะคอกใส่พวกมันให้เลิกจ้องมอง ด่าทอพวกมัน และหนีไปห่างๆ จากพวกมันโดยเร็ว ทุกครั้งมันเงียบแต่ไม่ลดละ เขาวิ่งสุดกำลังไปบนพื้นที่ขรุขระ พวกมันก็ยังตามติดชะตากรรมของเขาไป
ในวันที่เก้า เวลาเย็นย่ำ แพลตต์เนอร์ได้ยินเสียงฝีเท้าที่มองไม่เห็นตัวดังอยู่ไกลๆ ในช่องเขาและดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ตอนนั้นแพลตต์เนอร์กำลังเตร็ดเตร่ไปทั่วลานกว้างบนยอดเนินที่เขาตกลงมาในวันที่หลุดเข้ามาสู่โลกอื่นอันน่าอัศจรรย์ใบนี้ เขาหันกลับเพื่อรีบรุดลงไปในช่องเขา คลำทางไปอย่างใจร้อน แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเมื่อมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้องห้องหนึ่งซึ่งอยู่บนบนถนนเล็กๆ ใกล้โรงเรียน คนสองคนในห้องนั้นเขารู้จักเพราะเคยเห็นหน้ามาก่อน หน้าต่างเปิดอยู่ ม่านถูกดึงขึ้น แสงอาทิตย์ยามอัสดงส่องสว่างเข้าไปในห้อง ทำให้ห้องนั้นสว่างไสวในช่วงแรกๆ ภาพห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าสว่างจ้าวางอยู่ราวกับภาพสไลด์ที่ฉายลงบนผืนภูมิทัศน์สีดำและรุ่งอรุณสีเขียวตุ่น นอกจากแสงอาทิตย์แล้วในห้องยังมีเทียนที่เพิ่งจุดขึ้นมาอีกแท่งหนึ่งด้วย
บนเตียงมีชายซูบผอมคนหนึ่งนอนอยู่ ใบหน้าซีดขาวบนหมอนยุ่งเหยิงนั้นดูย่ำแย่ มือทั้งสองที่กำแน่นชูขึ้นเหนือหัว โต๊ะเล็กๆ ข้างเตียงมีขวดยาสองสามขวด ขนมปังปิ้ง น้ำ และแก้วเปล่าวางอยู่ เป็นครั้งคราวที่ริมฝีปากของชายร่างผอมอ้าออกเพื่อแสดงคำพูดที่เขาเปล่งออกมาไม่ได้ แต่ผู้หญิงไม่ได้สังเกตว่าเขาต้องการอะไร เพราะเธอกำลังวุ่นวายอยู่กับการรื้อค้นเอกสารออกมาจากตู้สมัยเก่าที่มุมห้องฝั่งตรงกันข้าม เแรกๆ ภาพที่เห็นแจ่มชัดทีเดียว แต่เมื่อแสงอรุณสีเขียวเบื้องหลังภาพนั้นเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาพที่เห็นเลือนรางลงแล้วค่อยๆ โปร่งใสขึ้นทุกขณะ
ตอนที่เสียงฝีเท้าก้องดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงฝีเท้านี้ดังกึกก้องทีเดียวในโลกอื่นใบนั้น แต่ในโลกธรรมดาใบนี้กลับเงียบสนิท แพลตต์เนอร์สังเกตเห็นว่ารอบๆ ตัวเขามีใบหน้ามัวๆ มากมายเกาะกลุ่มกันออกมาจากความมืดและเฝ้ามองคนทั้งสองในห้องนั้น แพลตต์เนอร์ไม่เคยเห็นผู้เฝ้ามองมนุษย์จำนวนมากมายขนาดนี้มาก่อน ส่วนหนึ่งจับตามองแต่เฉพาะผู้ป่วย อีกส่วนที่ดูปวดร้าวเหลือแสน เฝ้ามองผู้หญิงซึ่งกำลังค้นหาอะไรบางอย่างที่ยังหาไม่เจอด้วยแววตาละโมบ พวกมันมาออกันอยู่รอบๆ แพลตต์เนอร์ บ้างก็ลอยผ่านสายตาเขาไป บ้างก็กระทบใบหน้าเขา เสียงแห่งความโศกเศร้าของใบหน้าเหล่านั้นดังระงมอยู่รอบกายเขา แพลตต์เนอร์เห็นภาพชัดเจนบางขณะเท่านั้น ช่วงเวลาอื่นภาพจะสั่นพร่าเหมือนมองผ่านผ้าคลุมของเงาสีเขียวขณะที่พวกมันเคลื่อนไหว ในห้องนั้นคงจะต้องนิ่งสนิทเพราะแพลตต์เนอร์พูดว่าเปลวเทียนและควันเทียนพุ่งตรงดิ่งขึ้นไปในแนวเดียวกัน แต่ในหูของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงสะท้อนของมันดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง ดูใบหน้าพวกนั้นสิ โดยเฉพาะใบหน้าสองดวงซึ่งอยู่ใกล้หน้าผู้หญิงมากเป็นพิเศษ ดวงหนึ่งเป็นหน้าผู้หญิงเหมือนกัน มีลักษณะขาวสะอาด ใบหน้าที่อาจจะเคยเยือกเย็นและแข็งกระด้างมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้อ่อนโยนลงด้วยสัมผัสแห่งปัญญาที่ผิดแผกจากโลกมนุษย์ อีกดวงหนึ่งอาจจะเคยเป็นพ่อของผู้หญิงในห้อง เห็นได้ชัดว่าใบหน้าทั้งคู่ตั้งอกตั้งใจเพ่งพิจารณาการกระทำอันต่ำช้าน่าชิงชังนั้น ซึ่งทั้งสองไม่สามารถป้องกันขัดขวางได้อีกต่อไป ข้างหลังมีใบหน้าอื่นๆ อีก บางทีอาจจะเป็นพวกครูที่สอนเรื่องชั่วร้าย เพื่อนที่อิทธิพลโน้มน้าวหมดไปแล้ว เหนือร่างผู้ชายคนนั้นก็มีกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่มีใบหน้าไหนที่ดูคล้ายว่าเป็นพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ของเขา ใบหน้าที่เคยหยาบกร้านตอนนี้ดูบริสุทธิ์ขึ้นด้วยแรงแห่งความโศกเศร้า และด้านหน้าสุดมีอยู่ดวงหนึ่งเป็นใบหน้าเด็กผู้หญิง ไม่ได้โกรธขึ้งหรือสงสาร แต่ดูอดทนและอ่อนล้าเท่านั้น และแพลตต์เนอร์เห็นว่ามันรอการปลดปล่อยอยู่ ความสามารถด้านพรรณนาโวหารของเขาหมดไปดื้อๆ เมื่อพูดถึงโฉมหน้าอันน่ากลัวเหล่านั้น พวกมันเริ่มรวมตัวกันตอนมีเสียงระฆัง เขามองเห็นพวกมันทั้งหมดเพียงชั่ววินาที ดูเหมือนว่าคงจะอารามตื่นเต้นมือที่อยู่ไม่สุขของเขาจึงล้วงขวดผงสีเขียวนั้นออกมาจากกระเป๋าและถือมันไว้ตรงหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้
เสียงฝีเท้าหยุดลงทันทีทันใด เขารอคอยให้มันดังขึ้นมาอีก กลับมีแต่ความเงียบงัน แล้วจู่ๆ เสียงตีระฆังครั้งแรกก็กรีดชำแรกความเงียบขึ้นมาราวกับใบมีดที่บางเฉียบและคมกริบ เมื่อได้ยินเสียงนั้นใบหน้าจำนวนมากก็โยกไปแกว่งมาและเสียงร้องไห้ที่ดังกว่าเดิมก็เริ่มระงมขึ้นรอบตัวแพลตต์เนอร์ แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ยิน ตอนนี้เธอกำลังเผาอะไรบางอย่างกับเปลวเทียนอยู่ เมื่อเสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้นทุกอย่างก็มืดมัวลง และลมหายใจเฮือกหนึ่งที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งก็พ่นผ่านร่างเจ้าภาพของผู้เฝ้ามอง พวกมันหมุนวนรอบตัวเขาราวกับใบไม้แห้งในวังน้ำวน และเมื่อเสียงระฆังครั้งที่สามดังขึ้น มีอะไรบางอย่างยืดตัวผ่านใบหน้าเหล่านั้นไปยังเตียงนอน คุณเคยได้ยินเรื่องลำแสงมาแล้ว สิ่งนี้เหมือนลำแสงแห่งความมืด และเมื่อมองอีกครั้งแพลตต์เนอร์ก็เห็นว่ามันเป็นเงาดำของแขนและมือนั่นเอง
บัดนี้ดวงอาทิตย์สีเขียวอยู่บนแนวเส้นขอบฟ้าที่เวิ้งว้างดำมืด และทัศนวิสัยของห้องก็เลือนรางเต็มที แพลตต์เนอร์สามารถเห็นได้ว่าสีขาวของเตียงกำลังดิ้นรน และสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่วนผู้หญิงคนนั้นเหลียวข้ามไหล่มามองด้วยความตระหนกตกใจ
กลุ่มผู้เฝ้ามองลอยสูงขึ้นเหมือนปอยฝุ่นสีเขียวที่อยู่เหนือลม และโฉบลงอย่างว่องไวมุ่งไปสู่โบสถ์ที่ตั้งอยู่ในช่องเขา แล้วในทันใดนั้นแพลตต์เนอร์ก็เข้าใจความหมายของเงาแขนสีดำที่ยืดข้ามไหล่ของเขาเข้าไปจับเหยื่อของมัน เขาไม่หาญกล้าที่จะหันไปมองเงาดำเบื้องหลังท่อนแขนนั้น เขาปิดตาแล้วพยายามบังคับตัวเองให้ออกวิ่ง วิ่งไปได้สักยี่สิบก้าวกระมัง แล้วไปเหยียบหินกลมก้อนใหญ่เข้าจึงลื่นล้มลง เขาหัวคะมำลงมาเอามือยันพื้นทำให้ขวดยาแตกและระเบิดขึ้นขณะที่เขาแตะพื้น
ในชั่วเวลาต่อมา เขาพบว่าตัวเองมึนงงและมีเลือดไหล กำลังนั่งประจันหน้าอยู่กับลิดเกตต์ในสวนที่มีกำแพงเก่าหลังโรงเรียน

เรื่องราวของแพลตต์เนอร์จบลงตรงนั้น ข้าพเจ้าได้ฝืนธรรมชาติของนักเขียนนวนิยายที่อยากจะต่อเติมเสริมแต่งเหตุการณ์ประเภทนี้ และเชื่อว่าฝืนสำเร็จ ข้าพเจ้าเล่าเรื่องไปตามลำดับเท่าที่จะทำได้ตามที่แพลตต์เนอร์เล่าให้ฟัง พยายามหลีกเลี่ยงการใส่สไตล์ เพิ่มสีสัน หรือผูกเรื่องผูกราวขึ้นมา มันคงไม่ยากเย็นอะไรที่จะ…ยกตัวอย่าง…เอาฉากเตียงคนตายมาผูกเป็นโครงเรื่องโดยให้แพลตต์เนอร์เข้าไปมีบทบาทด้วย  แต่ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับการยับยั้งใจไม่ทำให้เรื่องจริงที่พิลึกกึกกือที่สุดเรื่องหนึ่งต้องผิดเพี้ยนไป ข้าพเจ้าก็เห็นว่าอุบายที่ใช้กันจนเฝือดังกล่าวอาจจะทำลายผลกระทบอันประหลาดของโลกดำมืดใบนี้ ด้วยแสงสีเขียวคล้ำของมัน และด้วยผู้เฝ้าดูมนุษย์ที่ล่องลอยไปมาของมัน ซึ่งเรามองไม่เห็นและเข้าใกล้ไม่ได้ กระนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา
ยังมีเรื่องที่อยากเพิ่มเติมคือ มีการตายเกิดขึ้นจริงๆ ที่วินเซนต์เทอเรส ถัดจากสวนของโรงเรียนไป และเท่าที่สามารถพิสูจน์ได้ การตายเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่แพลตต์เนอร์กลับมา ผู้ตายเป็นพนักงานเก็บเงินและตัวแทนประกัน เมื่อเดือนที่แล้วภรรยาหม้ายของเขาที่อายุน้อยกว่าหลายปีแต่งงานไปกับคุณวิมเปอร์ สัตวแพทย์แห่งออลบีดิ้งส์ เนื่องจากเรื่องราวท่อนนี้มีอยู่หลายสำนวนที่เล่าสู่กันฟังอย่างแพร่หลายในซัสเซ็กส์วิลล์ เธอจึงอนุญาตให้ข้าพเจ้าใช้ชื่อของเธอได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ข้าพเจ้าต้องทำให้เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจน เธอขอโต้แย้งอย่างหนักแน่นว่าช่วงลมหายใจสุดท้ายของสามีเธอนั้นขัดแย้งกับคำบอกเล่าของแพลตต์เนอร์โดยสิ้นเชิง เธอบอกว่าเธอไม่ได้เผาพินัยกรรม แม้ว่าแพลตต์เนอร์ไม่เคยกล่าวหาว่าเธอทำ สามีของเธอไม่ได้ทำพินัยกรรมฉบับอื่น มีแค่ฉบับเดียวและทำขึ้นหลังแต่งงานกันใหม่ๆ แน่นอนว่า จากคนที่ไม่เคยเห็นมันมาก่อน คำบอกเล่าของแพลตต์เนอร์เกี่ยวกับเครื่องเรือนในห้องนั้นช่างถูกต้องแม่นยำอย่างน่าประหลาด
ยังมีอีกอย่างหนึ่ง แม้จะเสี่ยงว่าเป็นการพูดซ้ำซากน่ารำคาญ ข้าพเจ้าก็ต้องขอยืนยันมุมมองในแง่เรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่เช่นนั้นก็จะหาว่าข้าพเจ้างมงายเกินไป ข้าพเจ้าคิดว่าการหายตัวไปของแพลตต์เนอร์เป็นเวลาเก้าวันนั้นได้ผ่านการพิสูจน์แล้ว แต่มันไม่ได้พิสูจน์เรื่องราวของเขา มีความเป็นไปได้ที่แม้แต่นอกห้วงมิติของเราก็อาจเกิดภาพหลอนขึ้นได้ อย่างน้อยที่สุด นี่คือสิ่งที่ผู้อ่านต้องจำไว้ให้มั่น

ชัยกร หาญไฟฟ้า แปล
วาสิฏฐี บรรณาธิการต้นฉบับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *