วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ 8 หมื่นคันต่อปี “สุริยะ” เห่กล่อม “เกรท วอลล์”

 


(24 ก.ย. 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการหารือกับนายจาง เจียหมิง ประธานกลุ่มบริษัท เกรท วอลล์ มอร์เตอร์ส ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ว่าได้มีการหารือถึงนโยบายส่งเสริมการผลิตและสิทธิประโยชน์ของรถยนต์ xEV หรือยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า, มาตรการกระตุ้นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน,การจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการบริหารจัดการซากรถยนต์ และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว


ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการส่งเสริมลงทุนเพิ่มเติมสำหรับกิจการผลิต xEV ขณะที่แผนการลงทุนของเกรท วอลล์ฯ ในประเทศไทย นายจางได้ยืนยันว่ามีแผนการลงทุน อาทิ แผนการผลิตรถยนต์ที่คาดว่าจะเริ่มปรับปรุงสายการผลิตเดิมในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยมีการนำระบบสมองกลเข้ามาใช้ภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง HEV หรือรถยนต์ไฮบริด, PHEV หรือรถรุ่นไฮบริดแบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้ และ BEV หรือรถยนต์ที่พึ่งพิงกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยจะมีกำลังการผลิตรวม 80,000 คันต่อปี ที่ขณะนี้ได้มีการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและปรับสายการผลิต คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้ และเริ่มทำการผลิตรถยนต์รุ่นแรก หรือรุ่น SUV และรถกระบะออกวางจำหน่ายได้ในปี 2564 ซึ่งจะเกิดการลงทุนรวม 22,600 ล้านบาท เกิดการจ้างงานใหม่ 3,435 คน


นายสุริยะกล่าวว่า เกรท วอลล์ฯ ยังมีแผนการลงทุนที่สำคัญๆ อาทิ การผลิตแบตเตอรี่ การผลิตชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า เพื่อรองรับสมรรถนะการใช้พลังงาน และประหยัดของรถ HEV และ PHEV สำหรับแผนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในปีหน้าจะมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ 45% สำหรับรถยนต์รุ่นแรก และจะเพิ่มเป็น 90% ในปี 2568 รวมทั้งมีแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ประกอบด้วย ศูนย์ออกแบบและพัฒนา ศูนย์ตรวจสอบประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออัจฉริยะ และศูนย์ฝึกอบรม เพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยและในอาเซียน


“ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ 2 ล้านคันต่อปี เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1 ล้านคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน เมื่อเกรท วอลล์ฯมีแผนลงทุนเพิ่มเติมที่ชัดเจนถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะผู้บริโภคในประเทศจะมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นสิ่งยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ให้สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงเทียบเท่ามูลค่าการส่งออกรถยนต์ และผู้ผลิตรถยนต์ในปัจจุบันก็มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80-90%”

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น